วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สาเหตุจากโรคอ้วน


สาเหตุจากโรคอ้วน
คนเรารับประทานอาหารเข้าไปไม่ว่าจะเป็นประเภทแป้ง หรือโปรตีนหากพลังงานที่ได้รับเกินความต้องการ
ร่างกายก็จะสะสมอาหารส่วนเกินเหล่านั้นในรูปไขมัน สะสมมากขึ้นจนกลายเป็นโรคอ้วน ดังนั้นคนที่อ้วนเกิดจากเรารับอาหารที่มีพลังงานมากกว่าพลังงานที่เราใช้ไป สาเหตุจริงๆยังไม่ทราบแน่ชัด โรคอ้วนมักจะมีสาเหตุต่างๆดังนี้
               การรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ จะให้น้ำหนักเกินโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน และแป้งสูงซึ่งมักจะพบในอาหารจานด่วน
               ประเภทของอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นกลูโคส sugars, fructose,น้ำหวาน เครื่องดื่ม ไวน์ เบียร์ อาหารเหล่านี้จะดูดซึมอย่างรวดเร็ว และทำให้ร่างกายหลั่งอินซูลินเป็นปริมาณมาก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วน
               ภาวะที่ร่างกายเผาพลาญพลังงานน้อย ผู้ชายจะมีกล้ามเนื้อมากว่าผู้หญิง กล้ามเนื้อจะเผาพลังงานได้มากดังนั้นผู้หญิงจึงอ้วนง่ายกว่าผู้ชายและลดน้ำหนักยาก
               โรคต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากร่างกายเผาผลาญอาหารน้อยลง โรค cushing ร่างกายสร้างฮอร์โมน cortisol มากทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมัน ฮอร์โมนนี้อาจจะมาจากร่างกายสร้างเอง หรือจากลูกกลอน ยาแก้หอบ ยาชุด หรือร่างกายสร้างขึ้นเนื่องจากเนื้องอกต่อมหมวกไต
               จากยา ยาบางชนิดทำให้ความอยากอาหารเพิ่ม เช่นยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า tricyclic antidepressant,phenothiazine ยาลดความดัน beta-block ยารักษาเบาหวาน ยาคุมกำเนิด ยา steroid
               กรรมพันธุ์ จะพบว่าบางครอบครัวจะอ้วนทั้งหมดซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม เช่นคนที่เป็นโรคขาด leptin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งไปยังสมองทำให้เรารับอาหารน้อยลง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่
               วัฒนธรรมการดำรงชีวิตและอาหารซึ่งเห็นได้ว่าบางชาติจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากอาหารของชาตินั้นนิยมอาหารมันๆ
               ความผิดปกติทางจิตใจทำให้รับประทานอาหารมาก เช่นบางคนเศร้า เครียด แล้วรับประทานอาหารเก่ง
               การดำเนินชีวิตอย่างสบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวดมากมาย และขาดการออกกำลังกาย มีรถยนต์ มีเครื่องทุ่นแรง มีทีวีรายการดีๆให้ดู มีสื่อโฆษณาถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนตั้งแต่ในวัยเด็ก
               การดื่มสุรา
               การสูบบุหรี่
               โรคอ้วนในวัยรุ่น ชีวิตที่มีความสบาย ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดประเภท และไม่จำกัดปริมาณเหล่านี้ทำให้เกิดโรคอ้วน เมื่ออ้วนก็ทำให้ออกกำลังได้ไม่เต็มที่ พบว่าวัยรุ่นหรือเด็กที่มีน้ำหนักเกินมักจะเกิดโรคอ้วนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ น้ำหนักของผู้ชายจะเพิ่มจนคงที่เมื่ออายุประมาณ 50 ปี ส่วนผู้หญิงน้ำหนักจะเพิ่มจนอายุประมาณ 70 ปี
               โรคอ้วนในเด็ก เซลล์ไขมันในร่างกายจะมีช่วงที่เจริญเติบโตอยู่สองช่วงคือวัยเด็กและวัยรุ่น กรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนอให้แต่ละคนมีเซลล์ไขมันไม่เท่ากัน คนอ้วนจะมีเซลล์ไขมันมาก การอ้วนในเด็กจะมีปริมาณเซลล์ไขมันมากทำให้ลดน้ำหนักยาก สานโรคอ้วนในผู้ใหญ่เกิดจากเซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่
               การคำนวนโรคอ้วนในเด็ก
อ้างอิง http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/endocrine/obesity/cause.htm

โทษของขนม

โทษของขนม
นักวิจัยเผยพบขนมกรุบกรอบกว่า 700 ชนิดสารพัดยี่ห้อที่วางขายล่อใจ เจอแต่ส่วนผสมประเภทหวานจัด มันเยิ้ม เค็มปี๋ เสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ ระบุ "ขนมปังประเภทเม็กซิกันบัน" เปิบแค่ชิ้นเดียวให้พลังงานเกินกว่าความต้องการของร่างกาย พบเด็กไทยกำลังมีปัญหาไขมัน น้ำตาลผิดปกติ เป็นผลจากความอ้วน

รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนา สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงผลการนำขนมและอาหารว่างประมาณ 700 ตัวอย่าง ที่จำหน่ายในท้องตลาด มาวิเคราะห์จากฉลากโภชนาการและส่วนประกอบเพื่อให้ทราบคุณค่าทางโภชนาการ ภายใต้การแถลงข่าวเรื่อง "ภัยขนมกรุบกรอบทำร้ายสุขภาพเด็กไทย" จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน

พบว่ามีเพียง 10% ของขนมทั้งหมดที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการ แต่ก็ไม่ได้ผ่านทั้งหมด เพราะใน 10% นั้นบางอย่างก็เค็มเกินไป หวานเกินไป โดยสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

กลุ่มลูกอม หมากฝรั่ง เยลลี่ พบมีน้ำตาลและสารให้ความหวานอื่น ๆ เป็นส่วนผสมจำนวนมาก กลุ่มช็อกโกแลต มีไขมันกับน้ำตาลในปริมาณสูง
กลุ่มถั่วและเมล็ดพืช มีไขมันและโซเดียมมาก
กลุ่มปลาเส้นปรุงรสต่าง ๆ ปลาอบกรอบ แม้จะมีโปรตีน แต่มีโซเดียมสูง ยิ่งปรุงรสเข้มข้นก็ยิ่งมีโซเดียมมากขึ้น

กลุ่มมันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ ข้าวอบกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ แป้งทอด จะเต็มไปด้วยโซเดียมและไขมัน "นอกจากขนมกรุบกรอบยังมีขนมปังประเภทเม็กซิกันบันซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ จากการเก็บตัวอย่างพบว่าปริมาณคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะในส่วนของไขมันมีปริมาณสูงมากพบว่าปริมาณสารอาหารที่ได้รับต่อขนมปัง 1 ก้อน ให้พลังงานสูง 600 กิโลแคลอรี เมื่อเทียบปริมาณที่ควรได้รับอยู่ที่ 200 กิโลแคลอรีต่อวัน ปริมาณไขมันอยู่ที่ 32.5 กรัม คิดเป็น 50% ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (RDI) ไขมันอิ่มตัวอยู่ที่ 13.88 กรัม คิดเป็น 69% ของปริมาณที่ต้องบริโภค ต่อวัน คอเลสเตอรอลอยู่ที่ 117 มิลลิกรัม คิดเป็น 39% ของปริมาณที่ต้องบริโภคต่อวัน ส่วนน้ำตาลอยู่ที่ 27.7 กรัม ซึ่งปริมาณที่ต้องการไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน หากทานเพียง 1 ก้อน ต้องวิ่งเร็วประมาณชั่วโมงครึ่ง หรือว่ายน้ำประมาณ 2 ชั่วโมง จึงสามารถเผาผลาญได้หมด" หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนากล่าว

รศ.ดร.ประไพศรี กล่าวต่อว่า ขนมกรุบ กรอบกว่า 90% มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยมาก และเต็มไปด้วยสารอาหารที่เกินพอดี ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเน้นความมันกับรสเค็ม จึงมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดรสเค็ม อย่าง เกลือ ผงชูรส ซีอิ๊ว น้ำปลา ในปริมาณสูงมาก ทั้ง ๆ ที่เด็กไม่ควรได้รับโซเดียมจากขนม อาหารว่างไม่เกิน 200 มิลลิกรัม น้ำมันไม่เกิน 5 กรัม ต่อวัน แต่การศึกษาพบเด็กได้รับโซเดียมจากขนมมากกว่าเกณฑ์ 3-4 เท่า ส่วนผสมที่เป็นความอร่อยเหล่านี้เมื่อทานต่อเนื่องจะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง และส่วนประกอบหลักของขนมกรุบกรอบประเภท แป้ง ทำให้เด็กได้รับคาร์โบไฮเดรตสูง กลายเป็นเด็กอ้วน ฟันผุ อนาคตเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ

ด้าน รศ.นพ.จิตติวัฒน์ สุประสงค์สิน หัวหน้าหน่วยสำนักงานวิจัย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และนักวิชาการจากเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยเด็กประมาณ 10 ล้านคน มีเด็กอ้วนประมาณ 20% หรือประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งครึ่งหนึ่งของเด็กอ้วนมีความเสี่ยงเรื่องความดันโลหิตสูง ทุกวันนี้เด็กไทยจำนวนหนึ่งกำลังมีปัญหา "เมตาบอลิคซินโดรม" คือมีเมตาบอลิซึมผิดปกติ มีความดันโลหิตสูง ไขมันผิดปกติ น้ำตาลผิดปกติ สัมพันธ์กับภาวะที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน เป็นผลจากความอ้วน มีความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้ง่าย

ดังนั้นผู้ปกครองต้องช่วยสร้างวัฒนธรรมการกินของเด็ก เน้นให้กินพืชผัก ผลไม้ อาหารปรุงเอง โรงเรียนควรมีแนวคิดเรื่องสุขภาพ สร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจาก ขนม ของหวาน น้ำ
อ้างอิง Credit www.sanook.com

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต
ใครที่ชอบกินช็อกโกแลตบ้าง วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์และโทษของช็อกโกแลตมาฝากกัน...
ในอดีตนักเคมีเคยพบว่าช็อกโกแลตมี เฟนิลไธลามิน, ธีโอโบรไมน์ และกาเฟอีน
ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังให้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินเอ ดี เค และธาตุเหล็กค่อนข้างสูง หากกินมากเกินไป อาจส่งปัญหาด้านสุขภาพทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบสารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลต
หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจหรือแม้กระทั่งมะเร็งบางชนิด และยังพบว่ายังมีสรรพคุณช่วยให้คลายเครียด เนื่องจากมีสารไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อเอ็นโดรฟินออกมา ช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดี
ดังนั้น ชาวยุโรปส่วนใหญ่เชื่อว่า
การกินช็อกโกแลตจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาว อีกทั้งยังสามารถช่วยลดไข้รักษาอาการอาหารไม่ย่อยและช่วยให้มีลมหายใจที่หอมสดชื่นอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้ว ก็ควรกินช็อกโกแลตในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพที่ดี
อ้างอิง http://variety.teenee.com/foodforbrain/3037.html

ประโยชน์ของขอบขนมปัง

ประโยชน์ของ...ขอบขนมปัง
เคยได้ยินมาว่าส่วนของขนมปังที่มีไฟเบอร์มากที่สุดคือบริเวณขอบขนมปัง ทำให้เกิดความสงสัยว่าขนมปังเวลาอบก็ใช้แป้งอบเป็นก้อนเดียว กันไปเลย แต่เหตุไฉนไฟ เบอร์จึงมีปริมาณสูงแค่บริเวณขอบ
ไม่ใช่ไฟเบอร์ แต่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดร.โทมัส ฮอฟมานน์ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยมุนสเตอร์ เยอรมนี เป็นผู้พบว่าขอบขนมปังเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระอันอุดมสมบูรณ์มากกว่าส่วนอื่นๆ ของขนมปัง งานวิจัยของเขามาจากการตรวจสอบขอบขนมปัง เนื้อขนมปัง และแป้งธรรมดา พบว่าขอบขนมปังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า โพรนีลไลซีน (pronyl-lysine) มากกว่าในส่วนที่เป็นขนมปังขาว 8 เท่า ขณะที่แป้งธรรมดาไม่มีเลย หมายความว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่ว่า จะเกิดขึ้นต่อเมื่อขนมปังผ่านกระบวนการอบมาแล้วเท่านั้น
สารโพรนิลไลซีนเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของกรดอะมิโนแอล-ไลซีน แป้ง และน้ำตาล ในขั้นตอนการอบ เรียกว่าปฏิกิริยาเมลาร์ด (Maliiard reaction) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสีน้ำตาลบนผิวหน้าของขนมปังที่ผ่านการอบแล้ว และกระ บวนการนี้ยังเป็นตัวสร้างสารให้กลิ่น รสชาติให้ขนมปัง รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ
งานวิจัยบอกด้วยว่าขนมปังที่มีสีน้ำตาลเข้ม เช่น ขนมปังโฮลวีท มีสารต้าน อนุมูลอิสระมากกว่าขนมปังสีขาว และสารต้านอนุมูลอิสระจะยิ่งเพิ่มจำนวนหากก้อนขนมปังที่เข้าเตาอบมีขนาดเล็ก เพราะชิ้นขนมปังเล็กๆ จะมีพื้นผิวที่มากขึ้นในการเกิดปฏิกิริยาในกระบวนการนี้ หากเทียบกับขนมปังที่เป็นก้อนใหญ่ หรือเป็นปอนด์ แต่ฮอฟมานน์เตือนว่า ถ้าพยายามอบขนมปังให้เป็นสีน้ำตาลจนเกรียมมากไป สารเคมีที่มีประโยชน์ก็จะอันตรธานได้ง่ายๆ เหมือนกัน
ทั้งนี้ วิธีการที่ทำให้ขอบขนมปังมีประโยชน์คือการอบ จากที่กระบวนการอบเป็นการเปลี่ยนสภาพที่ยังดิบให้สุกโดยการใช้ความร้อน ซึ่งทั่วไปแล้วเตาอบ จะมีอุณหภูมิระหว่าง 191-232 องศาเซลเซียส ระยะเวลาในการอบขึ้นอยู่กับขนาดและส่วนผสมของขนมปังแต่ละชนิด ในขณะอบจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพและทางเคมีในโด คือ
ความร้อนจะแผ่กระจายไปยังโด กระตุ้นให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีแรงดัน น้ำกลายเป็นไอและแอลกอฮอล์ขยายตัว ช่วยกันดันโครงร่างของโดให้มี ปริมาตรเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันความร้อนในช่วงแรกของการอบจะกระตุ้นการทำงานของยีสต์และเอนไซม์ให้เกิดกระบวนการหมักเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดก๊าซและแอลกอฮอล์ เสริมขึ้นมา ซึ่งโดยปกติยีสต์จะหยุดการทำงานที่ 43 องศาเซลเซียส และจะตายที่อุณหภูมิ 54 องศาเซลเซียส เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้นสตาร์ชจะพองตัวและกลายเป็นเจล ขณะขนมปังสุกนี้ สตาร์ชจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอะมิโลสจะเคลื่อนย้ายออกจากเม็ดสตาร์ช เมื่อทำให้ขนมปังเย็นและทิ้งไว้นาน อะมิโลสจะเปลี่ยนแปลงกลับ มีลักษณะขุ่นเป็นตะกอนขาวอีกครั้ง
ในระหว่างที่สตาร์ชเกิดเจลนั้นจะดึงน้ำจากโดมาทำให้กลูเตนสูญเสียน้ำ เปลี่ยนสภาพจากเดิมที่เคยยืดหยุ่นกลับแข็งตัวขึ้น ทำให้ได้โครงร่างของเซลล์มีรูพรุน ผนังเซลล์บางเป็นใยเชื่อมติดกัน รูปรีบ้าง กลมบ้าง กระจายอยู่ทั่วไปทั้งก้อนขนมปัง ในขณะเดียวกันเอนไซม์และยีสต์จะค่อยๆ ตายไป เนื่องจากทนความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้
ส่วนผิวนอกของขนมปังจะเปลี่ยนสีเพราะเกิดคาราเมล เนื่องจากความร้อนทำให้น้ำตาลที่ผิวโดเปลี่ยนสภาพเป็นสีน้ำตาล และการเกิดปฏิกิริยาเมลาร์ด จากน้ำตาลและกรดอะมิโน ให้สารสีน้ำตาลเรียกว่ามิลานอยดิน พร้อมเกิดสารให้กลิ่นรส และสุกในที่สุด โดยเกิดการสูญเสียน้ำหนักของก้อนโด 9-10% เนื่อง จากการระเหยของน้ำและสารอื่นๆ
ขอบคุณ : learners.in.th
http://variety.teenee.com/foodforbrain/42519.html


4 เคล็ดลับง่ายๆในการดูแลผมสวย

4 เคล็ดลับง่ายๆในการดูแลผมสวยทุกวัน
เคล็ดลับการดูแลผมที่ 1: อย่าสระผมทุกวัน
การสระผมทุกวันจะทำให้น้ำมันที่จำเป็นในการปกป้องเส้นผมและหนังศีรษะของ คุณหมดไป ขอแนะนำให้คุณสระผมไม่เกินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่หากคุณเป็นคนมีผมและหนังศีรษะที่มัน หรือกลัวว่าผมจะลีบ ให้ใช้แป้งเด็กหรือผงฟูทำความสะอาดแทน โดยโรยพอประมาณให้ทั่วหนังศีรษะ แล้วลูบให่ทั่วศีรษะตลอดถึงเส้นผม แล้วเช็ดออกด้วยผมขนหนูชุปน้ำอุ่น แป้งหรือผงฟูจะไปดูดไขมันส่วนเกินบนผมและหนังศีรษะของคุณ
เคล็ดลับการดูแลผมที่ 2: ครอบผมขณะล้่างหน้า
ดาลิดา แดเฟอร์ แฮร์สไตลิสต์ จากมาร์คต แอนโทนี่ ซาลอน แนะนำให้คุณใส่หมวกอาบน้ำ หรือตาขายคลุมผมขณะล้างหน้าหรือบำรุงหน้า เพราะน้ำ สบู่ หรือครีมบำรุงต่างๆ จะทำให้ผมของคุณมันและลีบ
เคล็ดลับการดูแลผมที่ 3: หางม้าก็ดูดีนะ
อยากแนะนำให้คุณรวบผม หรือรัดผมหางม้า เพื่อป้องกันน้ำมันและเครื่องสำอางจากผิวหน้าของคุณทำให้ผมคุณลีบ การรัดผมหางม้าให้สวยควรเริ่มมัดที่ต้นคอ แล้วใช้กิ๊บดำหนีบไขว้กัน 2 ตัวไว้ใต้หางม้า เพื่อให้ผมอยู่ทรง
เคล็ดลับการดูแลผมที่ 4: อย่าจับผมบ่อย
หลีกเลี่ยงการสัมผัสผมของคุณ แล้วพยายามใช้กระดาษซับมันซับหน้าเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงความมันจากนิ้วและหน้าของคุณทำให้ผมลีบ
ที่มา http://www.hbwellness.info/?p=58

ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ต กับคุณประโยชน์ที่มากกว่าความอร่อย
ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ต และข้าวโอ๊ต คุ้นๆ กันใช่ไหมคะกับคำๆ นี้ ที่มักจะเป็นส่วนผสมของอาหารธัญพืชต่างๆ ที่มีจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป แต่ถ้าจะถามว่าข้าวโอ๊ต รูปร่างหน้าตาเป็นแบบใด หรือมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง

          หลายคนอาจจะยังสงสัย และนึกภาพกันไม่ออก วันนี้เราจะมาเจาะลึกเคล็ดลับความอร่อยของข้าวโอ๊ต พร้อมคุณประโยชน์ต่อร่างกายที่จะกลายมาเป็นเมนูอร่อยๆ มื้อต่อไปของคุณสาวๆ แน่นอนค่ะ

     เหตุผลดีๆ ที่ข้าวโอ๊ตมีประโยชน์
          ข้าวโอ๊ตมักนิยมนำมารับประทานเป็นอาหารเช้า เพราะเป็นธัญพืชที่ให้พลังงานสูง แต่ให้ไขมันที่ต่ำ มีวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างทันที และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ข้าวโอ๊ตจึงนับเป็น

         อาหารที่ทำให้เราได้รับสารอาหารที่หลากหลาย มีเส้นใยมาก ทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะลำไส้เราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก จึงดูดซึมน้ำตาลไขมันของเสียต่างๆ ได้ดี ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ทำให้เรารู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวระหว่างมื้อบ่อยๆ นอกจากนี้ยังมีสารประกอบที่สำคัญคือ เบต้ากลูแคน เป็นเส้นใยอาหารที่สามารถละลายในน้ำได้ดี มีคุณสมบัติคอยดูดซับคอเลสตอรอลในลำไส้เล็ก และปล่อยเป็นของเสียออกจากร่างกาย การรับประทานข้าวโอ๊ตจึงช่วยในการลดคอเลสตอรอล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคหัวใจได้ผลดี ซึ่งองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (USFDA) รับรองผลการศึกษาวิจัยว่า หากร่างกายได้รับเบเต้ากลูแคนอย่างน้อย 3 กรัมต่อวันจะสามารถช่วยลดปัญหาคอเลสเตอรอลได้ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก

     ข้าวโอ๊ต กินอย่างไรได้ประโยชน์?
          เรามักนิยมนำข้าวโอ๊ตมารับประทานเป็นอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน ข้าวโอ๊ต 100 กรัม ให้พลังงาน 390 กิโลแคลอรี (1,630 กิโลจูล) คาร์โบไฮเดรต 66 กรัม ไขมัน 7 กรัม โปรตีน 17 กรัม วิตามินบี 5 1.3 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 5 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 177 มิลลิกรัม และกากใยไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ 4 กรัม เราสามารถนำข้าวโอ๊ตมาปรุงเป็นหลากหลายเมนูอร่อยได้ไม่ซ้ำ สามารถรับประมานได้ตลอด และรวดเร็ว เหมาะกับวิถีชีวิตชาวเมืองที่รีบเร่งของทุกวันนี้ด้วยค่ะ สบายอารมณ์มีสูตรข้าวโอ๊ตอร่อยๆ มานำเสนอ เผื่อสาวๆ อยากจะทำรับประทานที่บ้านบ้างก็ไม่ว่ากันค่ะ
           ตอนเช้าๆ ลองซื้อน้ำเต้าหู้เจ้าอร่อย หรือนมสดสักแก้ว แล้วผสมข้าวโอ๊ตลงไป (หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปค่ะ) พร้อมลูกเกด ผลไม้สดต่างๆ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ถั่วลิสง ช่วยเพิ่มพลังให้เช้านี้อย่างสดใส อิ่มท้องอยู่นานไปจนมื้อเที่ยงเลยค่ะ
           โจ๊กข้าวโอ๊ตร้อนๆ นำข้าวมาต้มให้เปื่อยจนกลายเป็นโจ๊ก แล้วปรุงน้ำซุปให้ได้รสชาติตามต้องการ จากนั้นเติมข้าวโอ๊ตลงไป ตามด้วยหมูสับ และผักตามชอบสับละเอียด ก็จะได้โจ๊กข้าวโอ๊ตร้อนๆ มากคุณค่า
     ข้าวโอ๊ตกับความงาม
           นอกจากนี้ข้าวโอ๊ตยังสามารถนำมาใช้บำรุงความสวยความงามของสาวๆ กันได้อีกมากมาย นำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เช่น แชมพู โลชั่นทาผิว สบู่ข้าวโอ๊ต เพราะข้าวโอ๊ตมีวิตามินอี เป็นกลีเซอรีนตามธรรมชาติ คงความชุ่มชื่นของผิวได้ดี นอกจากนี้เรายังสามารถนำข้าวโอ๊ตมาผสมกับน้ำผึ้ง แล้วนำมาสครับผิวได้อีกด้วยค่ะ หรือสามารถนำมาผสมน้ำอาบ ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ขึ้น แต่ไม่มัน เพราะมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยดูดซับความมันออกจากผิวได้

ประโยชน์ของผัก

ประโยชน์ของผัก 
อาหาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เคยท่องกันไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก เดี๋ยวนี้ก็ยังคงท่องกันปาวๆ อยู่อย่างนั้น เพราะมันคือ สัจจธรรมของการมีชีวิตอยู่จริงๆ คงไม่มีใครบังอาจปฏิเสธข้อเท็จจริงกรณีนี้ และเมื่อรู้ว่า อาหารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เพื่อความจำเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะผัก
เมื่อเด็กเล็กนักอีกเช่นกัน เราถูกสอนกันมาว่า ผักสีเขียว สร้างคุณประโยชน์ แก่ร่างกายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิตามัน เกลือแร่ หรืออะไรก็ตาม ที่ได้จากผักแล้ว กากของมันยังช่วยในเรื่อง ของระบบขับถ่ายได้เป็นปกติ สะดวกสบายอีกด้วย เด็กไม่กินผัก เป็นเรื่องธรรมดา เพราะ ผู้ใหญ่ ไม่สอน ไม่บอกเขา เพราะเขายังเล็กนักที่จะเข้าใจว่า อะไรเป็นอะไร แต่ผู้ใหญ่ที่ไม่กินผักสิ เป็นเรื่องไม่ธรรมดา หรือเป็นปกติสุขซะแล้ว เพราะคุณๆ น่าจะรู้ว่า คุณค่าที่ได้จากผักมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน ที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ แต่หลายคนที่เคยได้ยินชื่อแล้ว แต่ก็ไม่คาดคิดว่า จะมีประโยชน์มากถึงขนาดนี้ เพราะคิดว่า เป็นผักพื้นๆ ธรรมดาๆ นี้เอง และถ้าหากคุณรู้แล้ว ก็ยังไม่สายเกินไป ที่จะหักใจ หันกลับมาบริโภคมันเข้าไป
ณ วันนี้ มีการให้ความสนใจ เกี่ยวกับผักพื้นบ้านกันมากขึ้น ในภูมิภาคของประเทศไทย ประชากรได้พึ่งพิงประโยชน์ จากผักที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มีการนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นอาหาร และเป็นยา ในสายตาของประชากร ความสัมพันธ์ระหว่างคน กับธรรมชาติ ถูกจัดวางไว้อย่างเข้ากัน แบบเหมาะสม อาทิ ชาวเหนือมีความเคารพต่อเจ้าป่าขุนเขา และป่าต้นน้ำ คนอีสานในอดีต มีความเคารพป่า จึงช่วยกันดูแล คุ้มครองป่า (ปัจจุบัน คนมีค่านิยมที่ตรงกันข้าม ป่าจึงกลายเป็นป่าหัวโล้นเป็นแถว ในแถบอีสานนั่นแหล่ะ) ทำให้แหล่งอาหารธรรมชาติ ดำรงอยู่ ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัย และการตั้งหมู่บ้านในภาคอีสาน ซึ่งมีจุดเด่นประการหนึ่ง คือ มักจะตั้งอยู่ใกล้โคก (เนินดิน) ที่อุดมไปด้วยป่าไม้ ทั้งที่จะเป็นแหล่งยา และแหล่งอาหาร เมื่อเป็นเช่นนี้ หากจะกล่าวว่า พืชผักพื้นบ้าน โดยตัวของมันเอง มีคุณค่าในการสร้างภูมิคุ้มกัน สำหรับชาวบ้าน ที่สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ ก็คงไม่ผิดเพี้ยนไป จากความเป็นจริงนัก
นอกจากนี้ ลักษณะบริโภค และรสชาติอาหาร ซึ่งจะมีรสชาติเฉพาะในแต่ละท้องถิ่น สิ่งนี้มิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ทว่า เป็นพฤติกรรมของการกลั่นกรองขึ้น จากความสัมพันธ์ระหว่างคน กับธรรมชาติ โดยการเลือกสรรอาหารที่มีประโยชน์ ให้สอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิต และตัดสิ่งที่เกิดโทษออกไปจากชีวิต
ดังนั้น อาหารที่เกื้อกูลต่อสุขภาพเช่นนี้ จึงเรียกได้ว่า เป็น อาหารสมุนไพร
คนเอเซียให้ความสำคัญ กับรสชาติของอาหารเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะ รสชาติของอาหารจะสะท้อนถึง คุณลักษณะเฉพาะของอาหาร ที่มีต่อร่างกาย ดังนั้น อาหาร (รวมทั้งผักพื้นบ้าน) สามารถจำแนกเป็น 9 รสชาติ ดังนี้
- รสฝาด ฝาดสมาน ปิดธาตุ หากรับประทานมากไป ทำให้มีอาการฝืดคอ ท้องอืด ท้องผูก
- รสหวาน ซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้ชุ่มชื่น บำรุงกำลัง หากรับประทานมากไป ทำให้ลมกำเริบ ง่วงนอน เกียจคร้าน
- รสขม แก้โลหิตเป็นพิษ ดีพิการ เพ้อคลั่ง หากรับประทานมากเกินไป ทำให้กำลังตก อ่อนเพลีย
- รสเมาเบื่อ แก้พิษ ฆ่าพยาธิผิวหนัง
- รสเผ็ดร้อน แก้โรคกองลม ลมจุกเสียด ปวดท้อง ลมแน่น ลมป่อง หากรับประทานมากเกินไป ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย และเผ็ดร้อน
- รสมัน แก้เส้นเอ็นพิการ ปวดเสียว ขัดยอก กระตุก
- รสหอมเย็น แก้ลม หน้ามืดตาลาย ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ
- รสเค็ม สรรพคุณซึมซาบไปตามผิวหนัง ประดง ชา คัน เจริญอาหาร หากรับประทานมากเกินไป ทำให้ท้องอืด แสดงแผลร้อนใน
กล่าวกันว่า ผักพื้นบ้านจะมีลักษณะ รสชาติ กลิ่น ที่มีความเฉพาะเจาะจง ผักแต่ละชนิด จึงมีรสชาติหนึ่งเด่น พร้อมทั้งมีรสชาติอื่นแทรก มักจะไม่มีรสเดียว ดังนี้ การจำแนกจึงสามารถบอกได้ในแง่รสชาติหลัก ของผักพื้นบ้าน
ผักพื้นบ้าน หรือผักพื้นๆ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ายิ่ง สำหรับคนไทย ทั้งนี้เพราะ เอกลักษณะของผักพื้นบ้าน คือ ความเป็นไม้พื้นเมือง แถมเป็นสายพันธุ์ทางพันธุกรรม ที่มีความแข็งแรง เหมาะกับภูมิอาการ และภูมิประเทศของเมืองไทย คนไทยรุ่นใหม่ จึงสมควรที่จะเรียนรู้ และเก็บรับประสบการณ์ จากคนโบราณ ซึ่งจะว่าไปแล้ว คนโบราณ หรือคนเฒ่าคนแก่ ได้เรียนรู้โลก และถ่ายทอดบทเรียนทางธรรมชาติให้เรามากมาย คนรุ่นใหม่ยุคโลกภิวัฒน์ จึงควรช่วยกันส่งเสริม การใช้ประโยชน์จากผักพื้นบ้านไทย อีกทั้งยังเป็นการช่วยส่งผลดี ต่อวัฒนธรรม นิเวศวิทยา และสุขภาวะของชาวไทยอีกด้วย
แหล่งอ้างอิง:
http://www.nonburee.com/page3.htm